วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ข้อสอบออนไลน์ บทที่2

https://forms.gle/6bQ5CkRKfvH55Dnr8

แบบฝึกหัด บทที่2

1.จงบอกองค์ประกอบพื้นฐานของระบบสารสนเทศว่ามีอะไรบ้าง
ตอบ 1.ฮาร์ดแวร์
ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์รอบข้าง รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสำหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่าย เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดตรวจเมื่อพิจารณาเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งเป็น  3 หน่วย คือ
             หน่วยรับข้อมูล (input unit) ได้แก่ แผงแป้นอักขระ เมาส์
             หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
             หน่วยแสดงผล (output unit) ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์

2 . ซอฟต์แวร์

       ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญประการที่สอง ซึ่งก็คือลำดับขั้นตอนของคำสั่งที่จะสั่งงานให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน เพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการของการใช้งาน ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติงาน ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบงาน ซอฟต์แวร์สำเร็จ และซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับงานต่างๆ ลักษณะการใช้งานของซอฟต์แวร์ก่อนหน้านี้      ผู้ใช้จะต้องติดต่อใช้งานโดยใช้ข้อความเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันซอฟต์แวร์มีลักษณะการใช้งานที่ง่ายขึ้น โดยมีรูปแบบการติดต่อที่สื่อความหมายให้เข้าใจง่าย เช่น มีส่วนประสานกราฟิกกับผู้ใช้ที่เรียกว่า กุย (Graphical User Interface : GUI) ส่วนซอฟต์แวร์สำเร็จที่มีใช้ในท้องตลาดทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ในระดับบุคคลเป็นไปอย่างกว้างขวาง และเริ่มมีลักษณะส่งเสริมการทำงานของกลุ่มมากขึ้น ส่วนงานในระดับองค์กรส่วนใหญ่มักจะมีการพัฒนาระบบตามความต้องการโดยการว่าจ้าง หรือโดยนักคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในฝ่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร เป็นต้น

 ซอฟต์แวร์ คือ  ชุดคำสั่งที่สั่งงานคอมพิวเตอร์ แบ่งออกได้หลายประเภท เช่น

    1. ซอฟต์แวร์ระบบ  คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดการกับระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบ  เช่น ระบบปฏิบัติการวินโดว์ส ระบบปฏิบัติการดอส ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์
    2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์  คือ ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานด้านต่างๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ เช่น     ซอฟต์แวร์กราฟิก     ซอฟต์แวร์ประมวลคำ    ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน      ซอฟต์แวร์นำเสนอข้อมูล  

3. ข้อมูล

     ข้อมูล เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศ อาจจะเป็นตัวชี้ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบได้ เนื่องจากจะต้องมีการเก็บข้อมูลจากแหล่งกำเนิด ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง มีการกลั่นกรองและตรวจสอบแล้วเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์ ข้อมูลจำเป็นจะต้องมีมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในระดับกลุ่มหรือระดับองค์กร ข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็นระบบระเบียบเพื่อการสืบค้นที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพ
4. บุคลากร
          บุคลากรในระดับผู้ใช้ ผู้บริหาร ผู้พัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบ และนักเขียนโปรแกรม เป็นองค์ประกอบสำคัญในความสำเร็จของระบบสารสนเทศ บุคลากรมีความรู้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์มากเท่าใดโอกาสที่จะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ได้เต็มศักยภาพและคุ้มค่ายิ่งมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบุคคลซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้มีโอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานได้เองตามความต้องการ สำหรับระบบสารสนเทศในระดับกลุ่มและองค์กรที่มีความซับซ้อนจะต้องใช้บุคลากรในสาขาคอมพิวเตอร์โดยตรงมาพัฒนาและดูแลระบบงาน
5. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
          ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของผู้ใช้หรือของบุคลากรที่เกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่ง เมื่อได้พัฒนาระบบงานแล้วจำเป็นต้องปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอนในขณะที่ใช้งานก็จำเป็นต้องคำนึงถึงลำดับขั้นตอนการปฏิบัติของคนและความสัมพันธ์กับเครื่อง ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการประมวลผล ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเครื่องชำรุดหรือข้อมูลสูญหาย และขั้นตอนการทำสำเนาข้อมูลสำรองเพื่อความปลอดภัย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการซักซ้อม มีการเตรียมการ และการทำเอกสารคู่มือการใช้งานที่ชัดเจน 


2.บทบาทพื้นฐานหลักของระบบสารสนเทศที่มีต่อความสำเร็จขององค์กรธุรกิจ คืออะไร จงอธิบาย

ตอบ บทบาทของระบบสารสนเทศในองค์กร

       การบริหารงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้นั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องอาศัยการบริหารที่เป็นระบบและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมขององค์การ ผู้บริหารจะต้องใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น ข้อมูลและสารสนเทศ นับเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อการวางแผนปฏิบัติงานและการควบคุมเพื่อให้เกิดความสำเร็จตามวัตถุประสงค์
องค์การและสิ่งแวดล้อมตามความหมายทางเทคนิค หมายถึง โครงสร้างทางสังคมอย่างเป็นทางการที่มีความมั่นคง โดยรับเอาทรัพยากรจากสิ่งแวดล้อมมาผ่านกระบวนการเพื่อสร้างหรือผลิตผลลัพธ์ เน้นองค์ประกอบขององค์การ 3 ส่วน คือ
     1.) ปัจจัยหลักด้านการผลิต
     2.) กระบวนการผลิต
     3.) ผลผลิต
     ระบบสารสนเทศสามารถถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการดำเนินงานขององค์การ บางระบบอาจเปลี่ยนแปลงความสมดุลทางสิทธิ ภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบที่เคยมี ในขณะเดียวกันองค์การเองก็มีผลกระทบต่อการออกแบบระบบสารสนเทศ และเป็นผลกระทบต่อระบบสารสนเทศต่อองค์การ คือ
      1) ลดระดับขั้นตอนของการจัดการ
      2) มีความคล่องตัวในการดำเนินงาน
      3) ลดขั้นตอนการดำเนินงาน
      4) เปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการ
      5) กำหนดขอบเขตการดำเนินงานใหม่


3.ประเภทของระบบสารสนเทศถูกจัดแบ่งตามบทบาทหลักๆของการปฎิบัติ และการจัดการธุรกิจ มีกี่ประเภทอะไรบ้าง จงอธิบายแต่ละประเภท
ตอบ   1.ระบบสารสนเทศสำหรับระดับผู้ปฏิบัติงาน (Operational – level systems)   ช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในส่วนปฏิบัติงานพื้นฐานและงานทำรายการต่างๆขององค์กร เช่นใบเสร็จรับเงิน  รายการขาย  การควบคุมวัสดุของหน่วยงาน เป็นต้น  วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยการดำเนินงานประจำแต่ละวัน และควบคุมรายการข้อมูลที่เกิดขึ้น

           2. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้ชำนาญการ (Knowledge-level systems)  ระบบนี้สนับสนุนผู้ทำงานที่มีความรู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล   วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยให้มีการนำความรู้ใหม่มาใช้ และช่วยควบคุมการไหลเวียนของงานเอกสารขององค์กร
          3. ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Management – level systems)  เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยในการตรวจสอบ   การควบคุม การตัดสินใจ และการบริหารงานของผู้บริหารระดับกลางขององค์กร
         4. ระบบสารสนเทศระดับกลยุทธ์ (Strategic-level system)   เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยการบริหารระดับสูง ช่วยในการสนับสนุนการวางแผนระยะยาว  หลักการของระบบคือต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายนอกกับความสามารถภายในที่องค์กรมี เช่นในอีก 5 ปีข้างหน้า องค์กรจะผลิตสินค้าใด

คำถามกรณีศึกษาบทที่2

1.ธุรกิจอื่นๆที่จะใช้อินทราเน็ตสำหรับการจัดการความรู้แบบเดียวกันกับ AMS   จะทำได้อย่างไร

ตอบ จะต้องมีทรัพยากรทั้ง 5 ประการ คือ
1. ทรัพยากรบุคคล (People Resources) บุคคลที่พัฒนาและควบคุมระบบสารสนเทศ ได้แก่ นักวิเคราะห์ระบบ โปรแกรมเมอร์ ผู้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
2.ทรัพยากรฮาร์ดแวร์ (Hardware Resources) ประกอบด้วย อุปกรณ์กายภาพ (Physical Devices) และวัตถุดิบที่ใช้ในการประมวลผลสารสนเทศ ตัวอย่างฮาร์ดแวร์ของระบบสารสนเทศมีดังนี้
1. ระบบคอมพิวเตอร์
2. อุปกรณ์คอมพิวเตอร์รอบข้าง
3.ทรัพยากรซอฟต์แวร์ (Software Resources) เป็นชุดคำสั่งของการประมวลผลทั้งหมด ทั้งชุดคำสั่งของการปฏิบัติงานที่เรียกว่า โปรแกรม (Programs) ซึ่งควบคุมการทำงานโดยตรงกับคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ และชุดคำสั่งสำหรับการประมวลผลสารสนเทศที่ผู้ใช้
4.ทรัพยากรข้อมูล (Data Resources) ข้อมูลเป็นทรัพยากรที่ต้องมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้ในองค์กร ข้อมูลอาจอยู่ในรูปแบบ ทั้งข้อมูลตัวอักขระที่ประกอบด้วยตัวเลขและตัวอักษร ทรัพยากรข้อมูลของระบบสารสนเทศโดยปกติจะรวบรวมเป็นฐานข้อมูล (Databases) ที่เก็บข้อมูลที่ประมวลผลและจัดระเบียบแล้ว ฐานความรู้ (Knowledge Bases) ที่เก็บความรู้ในรูปแบบหลากหลาย
5. ทรัพยากรเครือข่าย (Network Resources) เครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ การประมวลผลสื่อสารและอุปกรณ์อื่นๆที่เชื่อมโยงระหว่างกันด้วยสื่อการติดต่อสื่อสารและควบคุมด้วยซอฟต์แวร์สื่อสาร แนวความคิดเรื่องเครือข่ายที่เน้นเครือข่ายการติดต่อสื่อฐานเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของทรัพยากรของทุกระบบสารสนเทศ

แหล่งที่มา http://mis254-rungnapha.blogspot.com/2012/02/american-management-system.html

บทที่2 พื้นฐานของระบบสารสนเทศ

        ระบบสารสนเทศ (Information system) หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ ระบบเครือข่าย ฐานข้อมูล ผู้พัฒนาระบบ ผู้ใช้ระบบ พนักงานที่เกี่ยวข้อง และ ผู้เชี่ยวชาญในสาขา ทุกองค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกันเพื่อกำหนด รวบรวม จัดเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างสารสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ได้ให้ผู้ใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงาน การตัดสินใจ การวางแผน การบริหาร การควบคุม การวิเคราะห์และติดตามผลการดำเนินงานขององค์กรศประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 อย่าง คือ การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input) การประมวลผล (Processing) และ การนำเสนอผลลัพธ์ (Output) ระบบสารสนเทศอาจจะมีการสะท้อนกลับ(Feedback) เพื่อการประเมินและปรับปรุงข้อมูลนำเข้า

เป้าหมายของระบบสารสนเทศ
  1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Increase Work Efficiency)
  2. เพิ่มผลผลิตให้แก่องค์กร (Increase Productivity)
  3. เพิ่มคุณภาพในการบริการลูกค้า (Increase Service Quality)
  4. สามารถนำสารสนเทศมาวิเคราะห์ เพื่อหากลยุทธ์ในการแข่งขันทางธุรกิจได้(Strategic Plan)
  5. สามารถประเมิน/ คาดเดาสถานการณ์ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ (Forecast/ Project)
  6. ทำให้ลูกค้าเกิดความพอใจในการให้บริการ (Increase Customer’s Satisfaction)
ประเภทขของระบบสารสนเทศ มี 5 ประเภท ได้แก่
       1. ระบบการประมวลผลทางธุรกิจ (Transaction Processing System : TPS)
ระบบการประมวลผล เป็นการประมวลผลแบบวันต่อวัน เช่น การรับ-จ่ายบิล ระบบควบคุมสินค้าคงคลัง ระบบการรับ-จ่าย สินค้า เป็นต้น ใช้งานในระดับผู้ปฏิบัติการ ระบบนี้ เป็นระบบสารสนเทศลำดับแรกที่ได้รับการพัฒนาให้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์

ลักษณะเด่นของ TPS
  ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สิ่งที่ องค์กรจะได้รับเมื่อใช้ระบบนี้ คือ ลดจำนวนพนักงาน องค์กรจะมีการบริการที่สะดวกรวดเร็ว ลูกค้ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
       2. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System : MIS)
คือ ระบบที่เกี่ยวข้องกับผู้ บริหารที่ต้องการการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้ประโยชน์มากกว่าการ ช่วยงานแบบวันต่อวัน ประกอบไปด้วยโปรแกรมต่าง ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อขยายขอบเขตความสามารถของธุรกิจ เป็นการนำ Output ของ TPS มาเป็น Input ของระบบ
ลักษณะเด่นของ MIS
  • จะสนับสนุนการทำงานของระบบประมวลผลข้อมูลและการจัดเก็บ ข้อมูลรายวัน
  • จะช่วย ให้ผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง เรียกใช้ ข้อมูลที่เป็นโครงสร้างได้ตามเวลาที่ต้องการ
  • จะมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความต้องการข้อมูลที่ เปลี่ยนแปลงไปขององค์กร
  • ต้องมีระบบรักษาความลับของข้อมูล และจำกัดการ ใช้งานของบุคคลเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
      3.ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System : DSS)
คือระบบที่ทำหน้าที่จัดเตรียม สารสนเทศเพื่อช่วยในการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อช่วย ในการตัดสินใจที่ไม่ได้คาดไว้ล่วงหน้า เช่น การตัดสิน ใจเกี่ยวกับการรวมบริษัทและการหาบริษัทร่วม การขยายโรงงาน ผลิตภัณฑ์ใหม่
ลักษณะเด่นของ DSS
  • จะช่วย ผู้บริหารในกระบวนการการตัดสินใจ
  • จะถูกออกแบบมาให้สามารถเรียกใช้ทั้งข้อมูลแบบ กึ่งโครงสร้างและแบบไม่มีโครงสร้าง
  • จะต้อง สามารถสนับสนุนผู้ตัดสินใจได้ในทุกระดับ แต่จะเน้น ที่ระดับวางแผนบริหารและวางแผนยุทธศาสตร์
  • มีรูปแบบการใช้งานอเนกประสงค์ มีความ สามารถในการจำลองสถานการณ์ และมีเครื่องมือในการ วิเคราะห์สำหรับช่วยเหลือผู้ทำการตัดสินใจ
     4.ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง (Executive Support System : ESS)
คือ ESS ประเภท พิเศษ ที่ถูกพัฒนาสำหรับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะช่วย ให้ผู้บริหารระดับสูงที่ไม่คุ้นเคยกับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถใช้ระบบ สารสนเทศได้ง่ายขึ้น โดยใช้เมาส์เลื่อนหรือจอภาพแบบ สัมผัส เพื่อเชื่อมโยงข่าวสารระหว่างกัน ทำให้ผู้ บริหารไม่ต้องจำคำสั่ง
ลักษณะเด่นของ ESS
  • ไม่จำเป็นต้องมีทักษะทางคอมพิวเตอร์สูง
  • ระบบสามารถใช้งานได้ง่าย
  • มีความยืดหยุ่นสูง จะต้องสามารถเข้ากันได้กับรูปแบบการทำงานของผู้บริหาร
  • การใช้งาน ใช้ในการตรวจสอบ ควบคุม
  • การสนับสนุนการตัดสินใจ ผู้บริหารระดับสูง ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน
  • การสนับสนุนข้อมูล ทั้งภายในและภายนอกองค์กร
  • ผลลัพธ์ที่แสดง ตัวอักษร ตาราง ภาพและเสียง รวมทั้งระบบมัลติมีเดีย
  • การใช้งานกราฟิกสูง จะใช้รูปแบบการนำเสนอต่าง ๆ
  • ความเร็วในการตอบสนอง จะต้องตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทันทีทันใด
Enterprise Systems
Enterprise System คือระบบหรือกระบวนการต่างๆ ที่ใช้ทั้งองค์กร เพื่อใช้ทรัพยากรต่างๆร่วมกัน เพื่อช่วยให้การทำงานสะดวก และมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะใช้ Database และ Data ร่วมกัน ซึ่งจะคอยจัดการระบบสารสนเทศ โดยรวมเอา Business Process หลักๆขององค์หารเข้ามารวมไว้เป็นหนึ่งเดียว
  • ทำให้องค์กรมีโครงสร้างที่แข็งแรง และมีลักษณะการทำงานที่เป็นหนึ่งเดียว ไม่มีการแบ่งเป็นระยะย่อยๆของใครของมัน
  • การบริหารจัดการดีขึ้น
  • ใช้เทคโนโลยีที่เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะง่ายต่อการดูแล
  • การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามความต้องการของลูกค้า
ระบบสารสนเทศพื้นฐานที่สุดคือ Functional Information System คือ การจัดรูปแบบสารสนเทศให้สอดคล้องกับฟังก์ชันการทำงานของแผนก ซึ่งแต่ละแผนกจะมีข้อมูลที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ข้อมูลมีความกระจัดกระจายมาก ทำให้มีปัญหาทางด้านการพัฒนาในระดับองค์กรโดยรวม เนื่องจาก คนในองค์กรไม่สามารถแบ่งปันข้อมูลกันได้ และมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา รวมถึงต้องใช้พนักงานที่ทำหน้าที่
ลักษณะของ Enterprise system
ERP (Enterprise Resource Planning) ใช้จัดการทรัพยากรขององค์กรเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด
CRM (Customer Relationship Management )ใช้เพื่อดูแลและจัดเก็บข้อมูลลูกค้า ช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มความสัมพันธ์อันดีให้กับลูกค้า
KM (Knowledge Management Systems) ใช้เพื่อสร้าง จัดเก็บและพัฒนาความรู้ภายในองค์กร
SCM (Supply Chain Management) การบริหารห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สามารถจัดการสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ริษัทWallmartเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการบริหารห่วงโซ่อุปทานDSS (Decision Support Systems) ระบบสารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจของคนภายในองค์กรโดยเฉพาะผู้บริหารBI (Business Intelligence) นำข้อมูลที่มีอยู่จัดทำรายงานในรูปแบบต่างๆ เช่น Data-mining, Text-mining, OLA เป็นต้น
WMS ( Warehouse management System) ระบบที่ใช้ในการบริหารจัดการคลังสินค้า ซึ่งจะช่วยให้บริษัททราบได้ว่ามีของในคลังเท่าใด ควรมีสินค้าอะไรบ้าง การเข้าออกของสินค้ามากน้อยแค่ไหน และช่วยให้บริษัทสามารถใช้พื้นที่ในการเก็บสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
IMS ( Inventory Management System) ระบบที่ใช้จัดการสินค้าคงเหลือ
Fleet Management System ระบบการบริหารการส่งของ ซึ่งอาจใช้ ระบบ RFID ร่วมด้วย ในการตรวจสอบว่ามีการส่งของในแต่ละสถานที่เท่าไหร่ มีสินค้าอื่นปะปนหรือไม่
Vehicle Routing and Planning เป็นระบบคำนวณเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขนส่งสินค้า เช่น ระยะทางสั้นสุด หรือส่งสินค้าได้ครอบคลุมที่สุด
Vehicle Based System เป็นระบบบริหารจัดการรถบรรทุก ซึ่งจะช่วยให้สามารถ Track ได้ว่ารถบรรทุกอยู่ที่ใด โดยผ่านระบบ GPRS

Supply Chain Management
ทุกหน่วยงานที่อยู่ใน supply chain ต้องแบ่งปันข้อมูลกัน มีการทำงานร่วมกัน เช่นwallmart จะส่งข้อมูลการขายสินค้าของบริษัทให้กับ supplier เพื่อที่ supplier จะส่งสินค้าได้อย่างทันเวลาและไม่ต้องมีการเก็บสินค้าไว้ที่คลังสินค้าเป็นจำนวนมากเกินไป อย่างไรก็ตามการแบ่งปันข้อมูลนั้น อาจต้องระมัดระวังการนำข้อมูลการขายสินค้าไปให้กับคู่แข่งด้วย ดังนั้นจึงต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันด้วย ระบบดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของCollaborative Planning เป็นการออกแบบการจัดการสินค้า เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ลดจำนวนสินค้าคงเหลือในคลังสินค้า ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น รวมทั้งผ่านการจัดการ Vendor Managed Inventory (VMI) เป็นการจัดการสินค้าคงเหลือ ลดต้นทุนการจัดเก็บสินค้าคงเหลือ ทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Enterprise Resourse Planning System (ERP)
เป็นระบบที่ช่วยในการเชื่อมโยงประสานงาน แบ่งปันและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างแผนกต่างๆ ภายในองค์กร ทำให้ข้อมูลสอดคล้อง สามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่น มีการเอาข้อมูลต่างๆ ที่ได้เก็บในฐานข้อมูล เพื่อนำมาประมวลต่อเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ มักนำมาใช้กับแผนก Sales and Distribution, Materials Management ,Financial Accounting
อย่างไรก็ตาม ERP มักมีปัญหาในการนำมาใช้ในองค์กร อันเนื่องจาก การนำระบบใหม่เข้ามาใช้ในองค์กรมักต้องใช้ควบคู่ไปกับระบบเก่า ทำให้ผู้ใช้จะรู้สึกว่าทำงานหนักมากขึ้น จึงไม่ได้รับการสนับสนุน นอกจากนั้น ERP บางครั้งอาจเป็นการสร้างจาก Third Party ซึ่งจะพัฒนาและสร้างโมดูลเพื่อขึ้นนำมาประยุกต์ใช้กับ ERP เพื่อให้ทำงานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น หรือพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานร่วมกับ SAP หรือ Oracle เนื่องจาก โปรแกรมดังกล่าวมักจะมีราคาสูง

ข้อสอบออน์ไลน์ บทที่1

https://forms.gle/6R5S7Mb8kL32Zxbj7

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

คำถามกรณีศึกษา บทที่1

1. อะไรเป็นประโยชน์และขีดจำกัดของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเปลี่ยนแปลงระบบกลุ่มเป้าหมายแบบเก่ามาเป็นระบบออนไลน์
ตอบ ประโยชน์และขีดจำกัดของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเปลี่ยนแปลงระบบกลุ่มเป้าหมายแบบเก่ามาเป็นระบบออนไลน์นั้นก็คือการช่วยลดค่าใช้จ่าย และลดระยะเวลา ทำให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น






แบบฝึกหัดบทที่1

1. จากรูปที่กำหนดให้ จงอธิบายระดับการจักการ การตัดสินใจ และสารสนเทศว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร

ตอบ ระดับการจัดการ(levels of management) ขององค์การต่างๆ จะมีความแตกต่างกันโดยระดับการจัดการจะมีความสัมพันธ์กับ จำนวนบุคลากร กิจกรรมที่ปฏิบัติ ชื่อตำแหน่ง ซึ่งถ้าใช้การแสดงระดับการจัดการในแบบเติมโดยใช้พีรามิด สามารถแสดงระดับการจัดการได้ดังรูป





แหล่งที่มา https://jiradabbc.wordpress.com/


การตัดสินใจ


การตัดสินใจสามารถถูกจำแนกให้สอดคล้องกับระดับของการจัดการออกเป็น 3 ระดับ คือ
1. การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic Decision Making) การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง ที่ให้ความสนใจในอนาคต เช่น การกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์การ การกำหนดนโยบายและการวางแผนระยะยาว
2. การตัดสินใจเชิงยุทธวิธี (Tactical Decision Making) การตัดสินใจเชิงยุทธวิธีเป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับกลาง ซึ่งจะเกี่ยวกับการจัดการเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ตามที่ผู้บริหารระดับสูงกำหนดไว้ การตัดสินในระดับนี้จะเกี่ยวข้องกับปัญหาในลักษณะแบบกึ่งโครงสร้าง

3.การตัดสินใจเชิงปฏิบัติการ (Operational Decision Making) การตัดสินใจเชิงปฏิบัติการเป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับปฏิบัติการหรือหัวหน้างานซึ่งเกี่ยวข้องกับงานประจำหรือการปฏิบัติงานเฉพาะด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นกิจวัตรเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสามารถปฏิบัติงานเหล่านั้นได้ตามแผนที่วางไว้อย่างสำเร็จและมีประสิทธิภาพ เช่น การตัดสินใจในกระบวนการสั่งซื้อการควบคุมสินค้าคงคลัง การตัดสินใจในระดับนี้เป็นการตัดสินใจเกี่ยวข้องกับปัญหาลักษณะแบบมีโครงสร้าง ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการต่าง ๆ
แหล่งที่มา https://sites.google.com


2. จงบอกความแตกต่างระหว่างระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ( Managemeant Informaion System:MIS) และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System:MIS )


ตอบ ความแตกต่างของระบบสารสนเทศ MIS และ DSS
1.ความแตกต่างด้านการใช้งาน
MIS เป็นระบบสารสนเทศแบบรายงานเพื่อการจัดการ เป็นระบบช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับ งานที่มีโครงสร้างชัดเจน ทำให้ทราบถึงสถานการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีโอกาส หรือปัญหาใดเกิดขึ้นบ้าง เพราะงานเหล่านั้นเป็นงานที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ
DSS เป็นระบบสาระสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ เกี่ยวกับงานหรือแผนที่ไม่มีโครงสร้างและไม่ได้คาดการณ์มาก่อน ซึ่งเป็นงานที่ต้องการความรวดเร็วในการตัดสินใจ
2.ความแตกต่างด้านผู้ใช้งาน
MIS ผู้ใช้งาน คือ ผู้บริหารทุกระดับในองค์กร
DSS ผู้ใช้งาน คือ ผู้บริหารตั้งแต่ระดับกลางไปจนถึงระดับสูง
3.ความแตกต่างด้านการเก็บข้อมูลและประมวลผล
MIS ดึงข้อมูลจากส่วนกลางที่เป็นฐานข้อมูลเก่าขององค์กรมาวิเคราะห์
DSS ใช้ตัวแบบ (Model) มาประมวลผลและแก้ปัญหา โดยข้อมูลมาจากทั้งภายในและภายนอก
4.ด้านระบบและการแสดงผล
MIS ระบบจะพิมพ์รายงานออกมาตามกำหนด รูปแบบโดยทั่วไปจึงเป็นเอกสาร
DSS ระบบเป็นแบบ Online การแสดงผลสามารถทำได้ทันทีทันใดโดยผ่านหน้าจอ
คอมพิวเตอร์ และสามารถปริ้น


แหล่งที่มา
http://nilawangm301.blogspot.com/


3. จงบอกความหมายของการจัดการทรัพยากรสารสนเทศ (IRM) และยกตัวอย่างการจัดการมา 1 ด้านพร้อมอธิบาย

ตอบ การจัดหาทรัพยากรสารสนเทศ(Acquisition) หมายถึง กระบวนการดำเนินงานทางเทคนิค
วิชาชีพสารสนเทศศาสตร์ในหลาย ๆ รูปแบบ หลายขั้นตอนต่อเนื่องกัน เพื่อให้ศูนย์ สารสนเทศได้มาซึ่งทรัพยากรสารสนเทศที่เหมาะสมตามหลักวิชา ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ และ ได้มาอย่างรวดเร็วที่สุดตามระบบงาน วิธีการต่างๆ

เช่น การประเมินความคุ้มค่าคิดราคาเทียบกับปริมาณการใช้ประโยชน์ ค่าความคุ้มค่า ยิ่งน้อย ยิ่งมีความคุ้มค่าสูง ตัวอย่างเช่น หนังสือเล่มหนึ่งมีราคา 300 บาท หากมีการใช้ 1 ครั้ง หนังสือเล่มนี้ก็มีความคุ้มค่า 300 บาท หากมีการใช้ 2 ครั้ง หนังสือเล่มนี้ก็มีความคุ้มค่า 150 บาท หากมีการใช้ 5 ครั้ง หนังสือเล่มนี้ก็มีความคุ้มค่า 60 บาท หากมีการใช้ 300 ครั้ง หนังสือเล่มนี้ก็มีความคุ้มค่า 1 บาท... และหากไม่มีการใช้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว หนังสือเล่มนั้นก็ไม่มีความคุ้มค่าเลย กลับจะต้องประเมินความสูญเปล่าจากการจัดหา และการดำเนินงานทางเทคนิคต่าง ๆ ที่ต้องทำก่อนนำหนังสือเล่มนั้นออกบริการ ซึ่งเป็นความสูญเปล่า

แหล่งที่มา
https://arunrung-06.blogspot.com

ข้อสอบออนไลน์บทที่8

https://forms.gle/CvqM7qx6YmK3G8Qe9